วันพฤหัสบดีที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2554

ความแตกต่างระหว่าง google site กับ blogger

ข้อแตกต่างการใช้ googlesite กับ blogger

                ก่อนที่จะทราบความแตกต่างการใช้งานของ Google Site และ Blogger   มารู้จักก่อนจะแยกความแตกต่างดังจะกล่าวต่อไปนี้   

(1.)  ในส่วนของ  Google Site  







Google Site เป็นบริการหนึ่งของ Google ที่ให้พื้นที่กับผู้ใช้บริการในการสร้างเว็บไซต์ส่วนตัว ในการเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสาร ที่ต้องการ โดยให้ URL เป็น http://sites.google.com/site/...(ชื่อที่เราต้องการ)...
    เช่น http://sites.google.com/site/demonmhon/
    ความพิเศษของ Google Site มีส่วนในการจัดเนื้อหาให้ ผู้ใช้บริการไม่จำเป็นต้องมีความรู้เรื่องการสร้างเว็บไซต์ ก็สามารถมีหน้าเว็บ ใส่เนื้อหาได้ง่ายๆ เพียงไม่กี่คลิก เพราะการสร้างเว็บไซต์ตั้งแต่เริ่มต้นนั้นต้องรู้หลายเรื่องครับ ไม่ว่าจะเป็น การออกแบบหน้าเว็บ, HTML ฯลฯ
    ใช้บริการได้อย่างไร ?
    หากคุณมีบัญชีของ Google อยู่แล้ว (บัญชีเดียวกับ GMail) ก็สามารถสมัครเข้าใช้บริการได้ ที่ http://sites.google.com/ ไม่มีค่าใช้จ่าย
     หน้าแรก คุณจะพบกับ หน้าต้อนรับ ที่ให้คุณสร้าง "Site" ของคุณ หรือเว็บไซต์นั่นแหละครับ
    หลังจากสร้างแล้ว ส่วนจัดการของ Google Site ที่จะช่วยคุณในการสร้าง หน้าใหม่ แก้ไขหน้า ตั้งค่าไซต์ เนื้อหาภายในหน้า เปลี่ยนโครงร่าง สีสันได้ง่ายครับ เชื่อว่าใช้งานสักพักก็จะคุ้นเคย (ไม่แน่ใจว่า ส่วนของเมนูเป็น ภาษาไทยมีหรือไม่ ที่ผมใช้งานเป็นภาษาอังกฤษครับ)
    เช่น สร้างหน้าใหม่ เลือกที่ Create new page เลือกรูปแบบของหน้า จากนั้นก็ลงมือใส่เนื้อหาได้เลย
                การใส่เนื้อหาก็ไม่ต่างอะไรกับเครื่องมือ Office มากนักเช่น พิมพ์ข้อความลงไป ใส่สี ปรับขนาดตัวอักษร แทรกรูปครับ พวกเครื่องไม่เครื่องมือในหน้าก็มีความชัดเจนในตัวเองอยู่แล้วครับ
                หากมีข้อสงสัย อื่นๆ น่าจะเป็น ... จะใส่ Link อย่างไร ใส่รูปภาพอย่างไร ตั้งต่าอะไรอย่างไน ซึ่งอยากให้ตั้งคำถามเฉพาะๆ ไปนะครับ ตอบละเอียดคงไม่จบในครั้งเดียว ลายละเอียดมันเยอะมากจนน่าจะพอคำเป็นหนังสือคู่มือย่อมๆ ได้เลย


บริการ Google sites คือบริการฟรีเว็บไซต์ ซึ่งคุณสามารถ

                 - สร้างเว็บไซต์ได้ง่าย โดยไม่ต้องมีความรู้ HTML
                 - ใส่รูปภาพ ข้อความ
                 - สร้างไฟล์แนบให้ Download ได้
                - กำหนดได้ว่าจะให้ใครเข้ามาดูได้บ้าง
                - ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้





(2.)ในส่วนของ  Blogger





ความหมายของคำว่า Blog ก็คือการบันทึกบทความของตนเอง (Personal Journal) ลงบนเว็บไซต์ โดยเนื้อหาของ blog นั้นจะครอบคลุมได้ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวส่วนตัว หรือเป็นบทความเฉพาะด้านต่าง ๆ เช่น เรื่องการเมือง เรื่องกล้องถ่ายรูป เรื่องกีฬา เรื่องธุรกิจ เป็นต้น โดยจุดเด่นที่ทำให้บล็อกเป็นที่นิยมก็คือ ผู้เขียนบล็อก จะมีการแสดงความคิดเห็นของตนเอง ใส่ลงไปในบทความนั้น ๆ โดยบล็อกบางแห่ง จะมีอิทธิพลในการโน้มน้าวจิตใจผู้อ่านสูงมาก แต่ในขณะเดียวกัน บางบล็อกก็จะเขียนขึ้นมาเพื่อให้อ่านกันในกลุ่มเฉพาะ เช่นกลุ่มเพื่อน ๆ หรือครอบครัวตนเอง หรือ เรียกง่าย ๆ สั้น ๆ ก็คือ Blog คือเว็บไซต์ที่มีรูปแบบเนื้อหาเป็นเหมือนบันทึกส่วนตัวออนไลน์ มีส่วนของการ comments และก็จะมี link ไปยังเว็บอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอีกด้วยบล็อก (อังกฤษ: blog) หรือ เว็บล็อก (weblog) เป็นหน้าเว็บประเภทหนึ่ง ซึ่งคำว่า blog ย่อมาจากคำว่า weblog หรือ web log โดยคำว่า weblog นั้นมาจาก web (เวิลด์ไวด์เว็บ) และ log (ปูม, บันทึก) รวมกัน หมายถึง บันทึกบนเวิล์ดไวด์เว็บ นั่นเอง 

ประโยชน์ของบล็อก
2.เก็บข้อมูลไว้ศึกษาทีหลังได้
3.ให้ผู้อื่นศึกษาต่อได้
4.สามารถมีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นความรู้ใหม่ๆได้ด้วย






(3.)ข้อแตกต่างการใช้งาน 

ประการที่หนึ่ง  
             google site วัตถุประสงค์คือ ให้ผู้ใช้งาน gmail สามารถทำหน้าเว็บเพจของตัวเองอะไรก็ได้ขึ้นมา โดยเน้นที่ความง่าย มี app. ให้ใช้อย่างสะดวกโดยไม่จำเป็นต้องรู้เรื่อง html

              แต่กรณีของ blogger เน้นไปที่การทำ blog ซึ่งมีลักษณะเป็นเรื่องราวที่มีลักษณะต่อเนื่อง หรือเน้นไปที่คอนเทนต์จากเจ้าของบล็อกค่ะ ดังนั้นการเลือกใช้งานคงดูเรื่องวัตถุประสงค์การใช้เป็นหลัก


ประการที่สอง  (แยกพิจารณาดังนี้)
Google site จะช่วยให้เริ่มต้นสร้างเว็บอย่าง ง่ายที่สุด และเราสามารถสร้างหน้าตาเว็บและสามารถเลือก หรือตกแต่งได้อย่างมืออาชีพ ในพื้นที่มากถึง 100 เม็ก เริ่มต้นได้ง่ายๆ 
กำหนดชื่อไซต์ และสร้างหน้าเว็บแรก
สร้างหน้าเว็บรองลองไป ไม่ต้องกังวล โปรแกรมจะสร้างเมนูให้อัตโนมัติ หรือจัดการภายหลังก็ได้
เลือกประเภทหน้าเว็บที่คุณจะสร้าง: หน้าเว็บธรรมดา, แบบประกาศ, ตู้เก็บไฟล์ เป็นต้น
ใส่ชื่อไซต์ให้เรียบร้อยด้วย
กำหนดว่าจะเก็บหน้าที่คุณสร้างขึ้น ไว้ดูคนเดียว หรือให้คนอื่นเข้าดูได้
เนื้อหาที่คุณสร้างขึ้น จะถูกบรรจุไว้ในฐานข้อมูลการค้นหาในลำดับต่อไป

 Blogger
1.ใช้งานง่าย แค่มีบัญชีอีเมล์ของ Google นั่นก็คือ Gmail คุณก็สามารถสร้าง Blog ออกมาได้นับไม่ถ้วน
2.ปรับแต่งง่าย มีเทมเพลต พร้อมทั้ง Gadget มากมายให้เลือกใช้ เพื่อบ่งบอกความเป็นตัวของคุณ
3.ไม่ล่ม แน่นอนครับก็มี Google ดูแลอยู่นี่นา
4.ข้อสุดท้ายสำคัญที่สุด สามารถนำมาติดโฆษณาหารายได้จาก Google Adsense ได้อย่างง่าย ๆ หลาย ๆ คนเอามันมาเป็นสะพานเพื่อสมัคร Google Adsense



วันพุธที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2554

ความรู้เกี่ยวกับอินเตอร์เน็ต

ความหมายของคำว่า อินเตอร์เน็ต (Internet)

อินเตอร์เน็ตเป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อกันทั่วโลก โดยมีมาตรฐานการรับส่งข้อมูลระหว่างกันเป็นหนึ่งเดียวซึ่งคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องจะสามารถรับส่งข้อมูลในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ตัวอักษร ,ภาพและเสียงได้ รวมทั้งสามารถค้นหาข้อมูลจากที่ต่าง ๆ ได้รวดเร็ว

อินเตอร์เน็ตประกอบด้วยองค์ประกอบ 2 ส่วน ส่วนที่เป็นเครือข่ายที่เชื่อมคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน และส่วนที่ที่เป็นข้อมูลที่คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องเก็บรวบรวมไว้ พร้อมกับมีความสามารถที่ช่วยให้เราค้นหาข้อมูลได้ในเวลาอันสั้น

คำศัพท์ต่างๆ ที่ควรรู้เกี่ยวกับอินเตอร์เน็ต
@ World Wide Web (WWW)World Wide Web (WWW) หรือเรียกสั้นๆ ว่า Web เป็นบริการหนึ่งในอินเตอร์เน็ตให้บริการข้อมูล ที่ประกอบด้วย ภาพ ตัวอักษร และเสียง ถือได้ว่า World Wide Web เป็นแหล่งบริการข้อมูลขนาดใหญ่ เหมือนเครือข่ายใยแมงมุม
เว็บไซต์ (Web Site)คือ แหล่งที่เก็บรวบรวมข้อมูลเอกสารและสื่อประสมต่างๆ(รูปภาพ,เสียง,ข้อความของแต่ละบริษัทหน่วยงาน หรือบุคคลโดยเรียกเอกสารต่างๆ เหล่านั้นว่า Web Page และเรียก WebPage หน้าแรกของแต่ละ Web site ว่า Home Page ซึ่งเจ้าของจะเป็นผู้ดูแลรักษาและปรับปรุงข้อมูลเองโดยเจ้าของเว็บไซต์ดังกล่าวอาจจะเป็นองค์กรของรัฐหรือเอกชน หรือเว็บไซต์ส่วนบุคคลก็ได้
เว็บเพจ (Web Page)คือ เอกสารแต่ละหน้าที่เราเปิดดูใน Web Page ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาจากภาษาHTML ซึ่งเป็นภาษาที่กำหนดรูปแบบและหน้าตาของเว็บเพจ โดยเว็บเพจจะมีการเชื่อมโยงไปยังเว็บเพจอื่นได้ ทำให้การค้นหาข้อมูลทำได้โดยง่าย และยังสามารถเผยแพร่ข้อมูลไปทั้วโลกได้ทันทีในราคาถูกและรวดเร็ว

โฮมเพจ (Home Page)คือ หน้าหลักของเว็บเพจทั้งหมดซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นหน้าแรกของเว็บไซต์นั้นๆ เพื่อให้ผู้เข้ามาเยี่ยมชมได้พบเห็นก่อนหน้าอื่นๆ ตัวอย่างเช่น หน้าโฮมเพจของบริษัทซอฟต์แวร์ปาร์คจำกัด เป็นต้น
ลิงค์ (Link)เอกสารของทุกเว็บเพจจะเป็นเอกสารแบบไฮเปอร์เท็กซ์ หมายความว่าภายในเอกสารแบบไฮเปอร์เท็กซ์ (hypertext)

นี้จะเป็นข้อความที่สามารถเชื่อมโยงไปยังรายละเอียดของข้อมูลนั้น โดยข้อมูลที่เชื่อมโยงไปอาจจะอยู่ในเว็บเพจหน้าเดียวกันหรือ ต่างหน้าก็ได้หรืออาจจะอยู่ภายในคอมพิวเตอร์เครื่องเดียวกัน หรืออยู่กันคนละเครื่องแต่อยู่ภานในเครือข่ายเดียวกันก็ได้ โดยไม่คำนึงถึงว่าจะอยู่ไกลกันคนละจังหวัดหรืออยู่กันคนละประเทศ ข้อความที่เป็นส่วนของการเชื่อมโยง (link) จะเป็นข้อความที่ถูกเน้นภายในเว็บไซต์นั้น (ซึ่งโดยมากจะเป็ฯการขีดเส้นใต้จะให้คุณสามารถท่องไปยังเว็บเพจหน้าต่างๆบนอินเตอร์เน็ตได้อย่างง่ายดายเพียงแต่คลิกเมาส์ที่ข้อความดังกล่าวนั้น การเชื่อมโยง (link) อาจอยู่ในรูปของปุ่ม ภาพหรือข้อความ โดยเมื่อเราเลื่อนเมาส์ไปเหนือลิงค์ (link) รูปเมาส์จะเปลี่ยนจากรูปลูกศรเป็นรูปมือ






โปรโตคอล(Protocol)
          เป็นการกำหนดข้อตกลงในการสื่อสารเพื่อให้คอมพิวเตอร์แต่ละชนิดสามารถติดต่อสื่อสารกันได้
          เป็นกลุ่มของกฏหรือกติกาที่มีการบัญญัติขึ้นสำหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันระหว่างตัวส่งและตัวรับ เพื่อให้ตัวส่งและตัวรับใช้กติกานี้ร่วมกัน ทำให้การสื่อสารเป็นไปได้อย่างถูกต้องและมีระเบียบ
          โปรโตคอลมาตรฐานที่ใช้ในการสื่อสารบนอินเทอร์เน็ต มีชื่อเรียกว่าTCP/IP(Transmission Control Protocol/Internet Protocol)
          ถ้าเราเปรียบให้โปรโตคอลเหมือนภาษาที่ใช้ในการสื่อสารของมนุษย์ ซึ่งมีมากมายหลายภาษาเช่นเดียวกับโปรโตคอลมีหลายแบบเช่นกัน TCP/IP เปรียบได้กับภาษาอังกฤษ เนื่องจากเป็นโปรโตคอลที่เครื่องคอมพิวเตอร์ของทุกระบบเข้าใจและมีการใช้โปรโตคอลนี้ร่วมกันเพื่อการเชื่อมต่อเข้าสู่โลกอินเทอร์เน็ต
ตัวอย่างของโปรโตคอล
          TCP/IP(Transmission Control Protocol/Internet Protocol)
          FTP(File Transfer Protocol)
          HTTP(Hypertext Transfer Protocol)






IP Address
          เป็นหมายเลขประจำตัวของเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่มีการเชื่อมต่อกับระบบเครือข่าย
          ประกอบด้วยตัวเลข 4 ชุดที่คั่นกันด้วยเครื่องหมายจุด(.) เช่น 202.28.94.6
          ตัวเลขในแต่ละชุดจะมีขนาด 8 บิต แต่ละชุดจึงมีค่าตัวเลขได้ตั้งแต่ 0 ถึง 28-1 = 255 เท่านั้น
          โฮสต์คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องต้องขอหมายเลข IP นี้จากหน่วยงาน Internet NetworkInformation Center(InterNIC) ขององค์กร Network Solution Incorporated(NSI)สหรัฐอเมริกา
          ผู้ใช้ธรรมดาทั่วไปสามารถสมัครเป็นสมาชิกกับหน่วยงานที่ให้บริการอินเทอร์เน็ต(Internet Service Provider หรือ ISP) เพื่อรับหมายเลข IP จาก ISP ได้

DNS(Domain Name System)
          เป็นเทคนิคการเปลี่ยนหมายเลข IP ที่เป็นตัวเลขให้เป็นตัวอักษรแทน เพื่อให้ง่ายต่อการจดจำ
          ตัวอย่างของ DNS เช่น
            DNS                            IP Address       
                                     --->
          รูปแบบของ DNS
          ชื่อโดเมนระดับบน จะแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ
1. ชื่อโดเมนที่เป็นชื่อย่อของประเภทขององค์กรในสหรัฐอเมริกา เช่น
com(commercial)          กลุ่มองค์กรเอกชน
edu(educational)                       กลุ่มสถาบันการศึกษา
gov(governmental)        กลุ่มองค์กรของรัฐทั่วไป
mil(military)                   กลุ่มองค์กรทหาร
net - (network services) กลุ่มองค์กรบริหารเครือข่าย
org - (non-commercial organization) กลุ่มองค์กรไม่แสวงหากำไร


E-mail Address
          เป็นที่อยู่จดหมายอิเล็กทรอนิกส์หรือที่อยู่อีเมล์ เพื่อให้ผู้ใช้งานในอินเทอร์เน็ตสามารถรับส่งจดหมายผ่านทางคอมพิวเตอร์ได้


URL (Uniform Resource Locator)
          เป็นที่อยู่ของเว็บไซต์ที่ผู้ใช้บริการจะเข้าไปเรียกดูข้อมูล
          ชื่อโดเมนยังสามารถนำมาเป็นส่วนหนึ่งของ URL ได้
          รูปแบบมีดังต่อไปนี้
โปรโตคอล://ชื่อโดเมน/ชื่อไดเรกทอรี่ที่เก็บไฟล์ในโฮสต์/ชื่อไฟล์ในโฮสต์
ตัวอย่างของโปรโตคอลที่ใช้เรียกบริการในอินเทอร์เน็ต เช่น http:// หมายถึงโปรโตคอลที่เรียกใช้บริการWWW    
              ที่มีข้อมูลเป็น Hypertext 
  ftp://    หมายถึงโปรโตคอลที่เรียกใช้บริการ FTP