วันพฤหัสบดีที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2554

ความรู้เรื่อง Blog

Blog มาจากศัพท์คำว่า WeBlog บางคนอ่านคำ ๆ นี้ว่า We Blog บางคนอ่านว่า Web Log
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทั้งสองคำบ่งบอกถึงความหมายเดียวกัน ว่านั่นคือบล็อก (Blog)

ความหมายของคำว่า Blog ก็คือการบันทึกบทความของตนเอง (Personal Journal) ลงบนเว็บไซต์
โดยเนื้อหาของ blog นั้นจะครอบคลุมได้ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวส่วนตัว หรือเป็นบทความเฉพาะด้านต่าง ๆ
เช่น เรื่องการเมือง เรื่องกล้องถ่ายรูป เรื่องกีฬา เรื่องธุรกิจ เป็นต้น โดยจุดเด่นที่ทำให้บล็อกเป็นที่นิยมก็คือ ผู้เขียนบล็อก
จะมีการแสดงความคิดเห็นของตนเอง ใส่ลงไปในบทความนั้น ๆ โดยบล็อกบางแห่ง จะมีอิทธิพลในการโน้มน้าวจิตใจผู้อ่านสูงมาก
แต่ในขณะเดียวกัน บางบล็อกก็จะเขียนขึ้นมาเพื่อให้อ่านกันในกลุ่มเฉพาะ เช่นกลุ่มเพื่อน ๆ หรือครอบครัวตนเอง

มีหลายครั้งที่เกิดความเข้าใจกันผิดว่า Blog เป็นได้แค่ไดอารี่ออนไลน์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว
ไดอารี่ออนไลน์เปรียบเสมือน เนื้อหาประเภทหนึ่งของบล็อกเท่านั้น เพราะบล็อกมีเนื้อหาที่หลากหลายประเภท
ตั้งแต่การบันทึกเรื่องส่วนตัวอย่างเช่นไดอารี่ หรือการบันทึกบทความที่ผู้เขียนบล็อกสนใจในด้านอื่นด้วย ที่เห็นชัดเจนคือ
เนื้อหาบล็อกประเภท วิจารณ์การเมือง หรือการรีวิวผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ตัวเองเคยใช้ หรือซื้อมานั่นเอง อีกทั้งยังสามารถ แตกแขนงไปในเนื้อหาในประเภทต่าง ๆ อีกมากมาย ตามแต่ความถนัดของเจ้าของบล็อก ซึ่งมักจะเขียนบทความเรื่องที่ตนเองถนัด หรือสนใจ เป็นต้น

จุดเด่นที่สุดของ Blog ก็คือ มันสามารถเป็นเครื่องมือสื่อสารชนิดหนึ่ง ที่สามารถสื่อถึงความเป็นกันเองระหว่างผู้เขียนบล็อก
และผู้อ่านบล็อกที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย ที่ชัดเจนของบล็อกนั้น ๆ ผ่านทางระบบ comment ของบล็อกนั่นเอง

ในอดีตแรกเริ่ม คนที่เขียน Blog นั้นยังทำกันในระบบ Manual คือเขียนเว็บเองทีละหน้า
แต่ในปัจจุบันนี้ มีเครื่องมือหรือซอฟท์แวร์ให้เราใช้ในการเขียน Blog ได้มากมาย เช่น WordPress, Movable Type เป็นต้น

ผู้คนหลายล้านคนจากทั่วทุกมุมโลก หันมาเขียน Blog กันอย่างแพร่หลาย ตั้งแต่นักเรียน อาจารย์ นักเขียน
ตลอดจนถึงระดับบริษัทยักษ์ใหญ่ในตลาดหุ้น NasDaq

เมื่อสองสามปีที่ผ่านมา Blog เริ่มต้นมาจาก การเขียนเป็นงานอดิเรก ของกลุ่มสื่ออิสระต่าง ๆ หลาย ๆ แห่ง
กลายเป็นแหล่งข่าวสำคัญ ให้กับหนังสือพิมพ์หรือสำนักข่าวชั้นนำ จวบจนกระทั่งปี 2004 คนเขียน Blog
ก็ได้รับการยอมรับจากสื่อและสำนักข่าวต่าง ๆ ถึงความรวดเร็วในการให้ข้อมูล ตั้งแต่เรื่องการเมือง ไปจนกระทั่ง
เรื่องราวของการประชุม ระดับชาติ

และจากเหตุการณ์เหล่านี้ นับได้ว่า Blog เป็นสื่อชนิดหนึ่งที่ไม่ต่างจาก วีดีโอ , สิ่งพิมพ์ , โทรทัศน์ หรือแม้กระทั่งวิทยุ
เราสามารถเรียกได้ว่า Blog ได้เข้ามาเป็นสื่อชนิดใหม่ ที่สำคัญอย่างแท้จริง

สรุปให้ง่าย ๆ สั้น ๆ ก็คือ Blog คือเว็บไซต์ ที่มีรูปแบบเนื้อหา เป็นเหมือนบันทึกส่วนตัวออนไลน์ มีส่วนของการ comments
และก็จะมี link ไปยังเว็บอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอีกด้วย



1.การสร้างบล็อก

ปัจจุบันมีเว็บไซต์หลายแห่งที่เปิดบริการให้สร้างบล็อกกันแบบฟรีๆ ส่วนจะมีเว็บไหนบ้าง ผู้สนใจลองค้นหากันดู พี่goo คงให้คำตอบได้เป็นอย่างดี ในที่นี้ผมจะขอแนะนำ blogger ซึ่งปัจจุบันถูกครอบครองโดย Google ทำไมต้องเป็นตัวนี้ ขอสรุปจากการใช้งานที่ผ่านๆ มา คือ
1. ใช้งานง่าย เพียงมีบัญชี gmail ก็สร้างบล็อกได้ไม่จำกัด และมี gadget ให้เลือกใช้งานมากมาย
2. ไม่น่าจะล่มง่ายๆ เพราะพี่ goo ดูแลอยู่
3. มี template ให้เลือกใช้มากมาย ทั้งจาก blogger เอง และเว็บไซต์ต่างๆ
4. ติด Google Adsense เพื่อสร้างรายได้ ได้อย่างง่ายๆ
รอช้าอยู่ใย เรามาเริ่มสร้างบล็อกกันดีกว่าครับ

1. เข้าสู่เว็บไซต์ www.blogger.com สำหรับผู้ที่มีบัญชี gmail อยู่แล้ว สามารถเข้าสู่ระบบได้ทันที ถ้ายังไม่มีก็เข้าไปสร้างบัญชีใหม่

  


2. หลังจากเข้าสู่ระบบ จะเข้ามายังแผงควบคุม เพื่อเริ่มต้นสร้างบล็อก

3. ตั้งชื่อบล็อก และที่อยู่บล็อก(URL) โดยสามารถตรวจสอบความพร้อมใช้งานของ URL ที่จะใช้ ว่ามีใครใช้หรือยัง และยังสามารถเปลี่ยนได้ในภายหลัง ตราบใดที่ไม่ไปซ้ำกับ URL อื่นๆที่ถูกตั้งขึ้นมาก่อนหน้า



4. เลือกแม่แบบ( template ) ที่ blogger ได้จัดไว้ให้ และยังสามารถหา template อื่นๆ จากเว็บไซต์ต่างๆ มาติดตั้งแทนที่ในภายหลังได้


5. บล็อกจะถูกสร้างขึ้น และพร้อมสำหรับการเขียน


 6. เริ่มต้นเขียนบทความใหม่
     - ใส่ชื่อเรื่อง เขียนเนื้อหา
     - บันทึกเป็นฉบับร่าง โดยการบันทึกนี้ เนื้อหาที่เขียนขึ้นจะยังไม่แสดงในหน้าบล็อก จนกว่าจะมีการเผยแพร่
     - เผยแพร่บทความ เพื่อแสดงบทความในหน้าบล็อก
     - กดดูบล็อก เพื่อดูหน้าบล็อกล่าสุด หลังจากการสร้าง หรือเขียนบทความ



หลังจากที่สร้างบล็อกเสร็จแล้ว สามารถเข้าสู่ระบบผ่าน www.blogger.com เพื่อแก้ไข ปรับแต่ง เพิ่มบล็อกหรือบทความ ที่หน้าแผงควบคุม

เพียงเท่านี้ใครๆ ก็สามารถมีบล็อกเป็นของตัวเอง เพื่อนำเสนอเรื่องราวต่างๆผ่านโลกออนไลน์ ได้อย่างง่ายดาย !





2.การกำหนดชื่อโดเมนไปยัง Blogger

บทที่แล้วเราได้เริ่มต้นการใช้งาน blogger กันไปแล้ว( เริ่มต้นสร้างบล็อกกับ blogger ) ในบทนี้ผมจะแนะนำวิธีการกำหนดชื่อโดเมนที่เราได้ลงทะเบียนไว้ ไม่ว่าจะเป็น .com, .net, .org และอื่นๆ อีกมากมาย มายังบล็อกของเรา
         ชื่อโดเมนเดิมที่ทาง blogger จัดไว้ให้เราจะเป็น sub โดเมนของ blogspot.com อาทิเช่น http://sangblogmai.blogspot.com ส่วนวิธีการกำหนดชื่อเป็นโดเมนของเราเองนั้น มีขั้นตอนดังนี้ครับ


1. เข้าสู่ระบบผ่าน www.blogger.com เข้ามายังแผงควบคุม แล้วเลือกการตั้งค่า



2. ที่แท็บ การเผยแพร่ เลือก "โดเมนที่กำหนดเอง"



3. เข้าสู่หน้าการจดชื่อโดเมนกับ Google สำหรับผู้ที่ยังไม่มีชื่อโดเมน โดยมีค่าใช้ง่าย 10 เหรียญต่อปี แต่ถ้าเรามีชื่อโดเมนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะจดจากที่ไหนให้เลือก "เปลี่ยนเป็นการตั้งค่าขั้นสูง" ฟังดูน่ากลัวแต่ไม่ยากอย่างที่คิดครับ


ในการตั้งค่าขั้นสูง เราเพียงใส่ชื่อโดเมนของเรา ดังตัวอย่าง www.sangblogmai.com โดยที่ชื่อเดิม sangblogmai.blogspot.com ก็ยังใช้ได้อยู่ ใส่รหัสยืนยัน แล้วบันทึกการตั้งค่า


4. ขั้นสุดท้ายคือการไปกำหนด DNS กับบัญชีโดเมนที่เราจดไว้ ให้ชี้มายัง Google โดยไปกำหนด CNAME Record ให้ชี้มายัง ghs.google.com.
          วิธีการกำหนด CNAME สำหรับผู้ที่จดกับต่างประเทศ อาทิเช่น GoDaddy, Yahoo, EasyDNS, No-IP และอื่นๆ ดูวิธีการได้จากที่นี่ Blogger Help ส่วนในประเทศสามารถขอคำแนะนำ หรือคู่มือการกำหนดค่าโดเมน กับผู้รับจดทะเบียนได้เลยครับ

         หลังจากตั้งค่า DNS ถูกต้องและใช้งานได้แล้ว การตั้งค่าฝั่ง blogger จะแจ้งว่า "บล็อกของคุณพร้อมใช้งานแล้ว" เพียงเท่านี้ก็สามารถเผยแพร่บล็อก ด้วยชื่อโดเมนของเราเอง โดยที่ชื่อเดิมยังคงใช้ได้อยู่





3.การเปลี่ยน Template  blogger


คุณสมบัติอย่างหนึ่งของ blogger ที่โดนใจผมคือสามารถปรับเปลี่ยนแม่แบบ หรือเทมเพลตได้ง่ายและหลากหลาย ทั้งจาก blogger เอง และเว็บไซต์ต่างๆที่ปล่อยให้โหลดให้เลือกมากมาย อาจต้องใช้เวลาเป็นวันๆ กว่าจะได้แบบที่ถูกใจที่สุด
          ในบทนี้ผมจะเสนอวิธีการเปลี่ยนเทมเพลตทั้ง 2 วิธี คือการเปลี่ยนเทมเพลตจาก blogger และการเปลี่ยนเทมเพลตจากเว็บอื่นๆ ดังนี้ครับ
1. การเปลี่ยนเทมเพลตจาก blogger
     1.1 เข้าสู่ระบบ มายังแผงควบคุม แล้วเลือกการออกแบบ
1.2 เลือกเครื่องมือออกแบบแม่แบบ
 1.3  เลือกแบบที่เราต้องการ โดยจะมีตัวอย่างอัพเดตการเปลี่ยนแปลงให้ดูด้านล่าง เมื่อเลือกแม่แบบแล้ว ยังสามารถปรับแต่ง พื้นหลัง รูปแบบ และความกว้างของเพจ ตามความต้องการได้อีกด้วย
     เมื่อปรับแต่งจนเป็นที่พอใจแล้ว ให้กด "ใช้กับบล็อก" เพื่อทำการบันทึกเทมเพลต และการปรับแต่งทั้งหมด
2. การเปลี่ยนเทมเพลต ที่ดาวน์โหลดจากเว็บไซต์อื่นๆ     ถ้าเทมเพลตที่ทาง blogger ได้จัดไว้ให้ยังไม่ถูกใจ เราสามารถหาและดาวน์โหลดจากเว็บไซต์ต่างๆ ได้( พี่ goo หาให้ได้ใช้คีย์เวิร์ดสั้นๆ "blogger template" ) ส่วนขั้นตอนการติดตั้งมีดังนี้
     2.1 ในเมนูการออกแบบ เลือกแก้ไข HTML ก่อนการเปลี่ยนเทมเพลต สามารถ "ดาวน์โหลดแม่แบบเดิม" เก็บไว้ เผื่ออยากกลับไปใช้แบบเดิม
     2.2 กด "Browse" เพื่อหาไฟล์ที่เราโหลดมา ซึ่งเป็นไฟล์ .XML
2.3 กดอัพโหลด หลังจากนั้นจะมีการแจ้งเตือนเกี่ยวกับ widget จากเทมเพลตเดิมที่ไม่มีในเทมเพลตใหม่ แล้วให้เลือกว่าจะเก็บไว้ หรือลบทิ้งไป

 เมื่อกด "ดูบล็อก" หน้าตาบล็อกก็จะเปลี่ยนไป โดยเทมเพลตส่วนใหญ่ก็จะทำให้แถบ blogger ด้านบนหายไปด้วย ขอให้สนุกกับการหาเทมเพลตสวยๆ แปลกๆ ครับ
*** บางเทมเพลตที่โหลดมา อาจมีลูกเล่นบางอย่างที่ต้องแก้ไข source code ซึ่งสามารถแก้ไขแม่แบบตามคำแนะนำที่แนบมากับไฟล์เทมเพลตได้เลย( ส่วนใหญ่จะแนบมาเป็น text file )





4.การใช้ Gadget ออกแบบบล็อก

คุณสมบัติข้อหนึ่งของบล็อกสำเร็จรูปทั่วๆไป ที่มีให้นักเขียนบล็อกได้ใช้งานคือ การออกแบบหน้าบล็อกโดยการใช้ widget หรือ Gadget

   Gadget คืออะไร หลายท่านๆ อาจจะรู้จักและคุ้นเคยกันดี แต่ถ้าใครไม่รู้จัก ผมจะขอนิยามสั้นๆ ว่า Gadgetคือ ชุดคำสั่ง หรือโปรแกรมควบคุมในการทำงานของอินเตอร์เฟสกับแอพพลิเคชั่น เช่น ปุ่ม ไอคอน แถบเมนู ที่นำมาใช้กับ หน้าจอคอมพิวเตอร์ มื่อถือ เว็บไซต์ หรือแม้แต่บล็อก
         ใน blogger ก็มี Gadget ให้เลือกใช้งานมากมายทั้งจาก blogger เอง และจากผู้พัฒนาอื่นๆ วิธีการนำมาตกแต่งหน้าบล็อกก็ทำได้ไม่ยาก เรามาลองใช้งาน

เข้าสู่ blogger ไปยังแผงควบคุม และเลือกการออกแบ


จากรูป คือองค์ประกอบของหน้าบล็อก คือ ตำแหน่ง Gadget ส่วนหัว, B คือ ตำแหน่ง Gadget แถบเมนู,และ คือ ตำแหน่ง Gadget ส่วนเนื้อหา ทั้งนี้ตำแหน่งต่างๆ ขึ้นอยู่กับ Template ที่เลือกใช้งาน





กดเพิ่ม Gadget ตามตำแหน่งที่ต้องการวาง แล้วเลือก Gadget ที่ต้องการ โดยทาง blogger ได้แยกตามหมวดหมู่เพื่อง่ายต่อการค้นหา



ตั้งค่า Gadget ตามต้องการ แล้วกดบันทึก


เมื่อกลับมาที่หน้าองค์ประกอบบล็อก Gadget จะถูกวางในตำแหน่งที่เลือกไว้ แต่สามารถย้ายไปยังตำแหน่งอื่นๆ ได้ โดยการกดค้างแล้วลาก ดังข้อ C





5.การสร้าง Recent post ด้วย RSS feed

          การแสดงโพสต์ล่าสุด(Recent post) และความคิดเห็นล่าสุด (recent comment) ในองค์ประกอบหน้าบล็อก ของ blogger นอกจากสามารถเรียกใช้จาก recent post gadget แล้วยังสามารถประยุกต์ใช้ RSS feed gadget ได้อีกด้วย ขั้นตอนมีดังนี้
1. เข้าสู่การออกแบบหน้าบล็อก จากแผงควบคุม เลือกเพิ่ม Gadget
2. ภายใน gadget พื้นฐาน เลือก ฟีด(Feed) ดังรูป

3. ตั้งค่าฟีด ด้วย URL [http://YOURSITE.blogspot.com/feeds/posts/default] YOURSITE คือ ชื่อบล็อก แล้วกด "ดำเนินการต่อ"
หมายเหตุ การแสดงความคิดเห็นล่าสุดใช้ URL [http://YOURSITE.blogspot.com/feeds/comments/default]


4. ตั้งค่าการแสดงผลต่างๆ พร้อมดูตัวอย่าง


5. กดบันทึก การโพสต์ล่าสุด(recent posts) หรือความคิดเห็นล่าสุด(recent comments) ก็จะแสดงที่หน้าบล็อก ช่วยเพิ่มความสะดวกให้กับผู้เข้ามาอ่านบล็อกของเราได้มากขึ้นครับ




การเปลี่ยน Favicon Blogger 

         Favicon มาจาก favorite icon หมายถึง icon ขนาด 16x16 pixels ที่ browser แสดงอยู่หน้า URL บ่งบอกถึงความเป็นเว็บไซต์ของเรา คล้ายกับ icon บน desktop ประโยชน์นอกจากเพิ่มความสวยงามขึ้นมาแล้ว ยังช่วยเป็นสัญลักษณ์แทนเว็บของเรา เวลา browser แสดงผลหรือถูกนำไป bookmark
         ใน Blogger เองก็มี favicon เป็นโลโก้ blogger สีส้ม ดังรูป ซึ่งมันก็บ่งบอกถึงความเป็น blogger แต่ไม่บ่งบอกถึงความเป็นบล็อกของเราเท่าไรนัก



ถ้าเปลี่ยนเป็นดังรูปถัดไป มันคงจะให้ความรู้สึกที่ต่างจากเดิมขึ้นมาก วิธีการเปลี่ยนก็ไม่ยาก ลองมาเปลี่ยนกันดูครับ



วิธีการเปลี่ยน Favicon blogger
1. เตรียมรูปนามสกุล .ice ขนาด 16x16 pixels อาจจะสร้างขึ้นเองจากโปรแกรมออกแบบรูป หรือใช้บริการเว็บไซต์ create favicon ต่างๆ เช่น dynamicdrive.com , favicon.cc
2. นำรูปดังกล่าวไปฝากไว้กับเว็บไซต์ฝากรูปต่างๆ เช่น  upic.me , imageshack.us เพื่อนำลิงค์ที่ฝากรูปมาใช้
3. เข้าสู่แผงควบคุม blogger แล้วเลือกแก้ไข HTML ในเมนูการออกแบบ
4. วางโค้ด Link href='url/favicon001.ico' rel='shortcut icon' type='image/vnd.microsoft.icon'
ภายใต้ Head โดย 'url/favicon001.ico' คือที่อยู่ของไฟล์รูปจากข้อ 2. ดังรูปตัวอย่าง




5. บันทึกแม่แบบ

     เสร็จแล้วลองดูบล็อกของเราใหม่ แล้วจะเห็นถึงความต่างจากเดิม เพียงแค่มีสัญลักษณ์เล็กๆ ที่เรียกว่า favicon เพิ่มขึ้นมา

กฎการทำบล็อกของตัวเอง
ข้อหนึ่ง ทำเพราะมีความสุขที่จะทำ
ข้อสอง ทำแล้วมีความสุขก็ทำ
ข้อสาม ทำแล้วไม่ทำให้ใครเดือดร้อนเสียหายก็ทำ (ถ้าทำไปแล้วมีคนคิดว่าเสียหาย ก็หยุดได้)
ข้อสี่ ทำแล้วสามารถทำประโยชน์ให้คนอื่นได้ก็ทำ

เป้าหมายการทำบล็อก ของตนเอง
1. แสดงความคิดเห็น นำเสนอเรื่องราวที่เราสนใจ ที่เราชอบ และคิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น
2. แลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อสั่งสม สร้างเสริมและพัฒนาความรู้ความสามารถทางสติปัญญาและด้านอื่นๆของตนเอง
3. สร้างสัมพันธ์ระหว่างเรากับบุคคลอื่นในชุมชน Blog
4.
 ประโยชน์อื่นใดที่ อาจมีมา หาได้ ทำประประโยชน์ให้แก่ผู้ที่ต้องการ และสมควรได้รับจากการทำบล็อกในอนาคต

สถานภาพของ Blogger และบทบาทโดยสังเขป
1) Contributor ผู้เขียนเรื่อง หรือจะเรียก Producer ผู้ผลิต ก็ได้เช่นกัน เพราะงานในบล็อกมิได้มีเพียงแค่เนื้อหา แต่ยังมีองค์ประกอบเสริมที่จะทำให้เรื่องน่าสนใจ น่าอ่าน ให้กลุ่มเป้าหมายได้รับสาระ ตรงตามที่เราตั้งใจ ซึ่งอาจจะเป็น วิชาการ ความรู้ บันเทิง กิจกรรม การกุศล หรืออะไรก็แล้วแต่ทีเราตั้งใจจะส่งออกไปให้ผู้เสพบล็อกได้รับ จะเขียนสั้น เขียนยาว หรือเป็นคำถามให้คิด ให้ตอบ ให้ร่วมสนุก ก็ตาม
ในส่วน Content หรือ เนื้อหาของเรื่องที่โพสในบล็อกกันนั้น ก็มีหลายแบบ แต่ละแบบมีวิธีเขียน หรือ นำเสนอแตกต่างกันได้ เช่น การเขียนไดอารี่จะเป็นการเล่าเรื่องราวชีวิตประจำวัน ไม่ต้องมีบทนำ บทสรุป ข้อคิด แตกต่างจากการ เขียนบล็อกที่ส่วนใหญ่จะมีแบบแผนในการเขียนเหมือนการเขียนเรียงความ มีการใช้ลูกเล่นได้หลากหลาย
ตัวอย่างประเภทของเนื้อหา ได้แก่
   - เขียนโครงการ ใช้เป็นเวทีทำกิจกรรม เนื่องในโอกาสต่างๆ หรือทำธุรกรรมการค้า หารายได้ ทั้งที่หากำไร และ ไม่หากำไร
   - เขียน/พูด/รายงาน เองทั้งหมด (ในอนาคตอาจมีการเขียนสคริปต์ให้กันด้วย) จากการค้นคว้า จากเหตุการณ์ จากการสัมภาษณ์ จากความทรงจำ จากอารมณ์ จากประสบการณ์ เช่น ไดอารี่ เรื่องสั้น บทความต่างๆ คู่มือต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น เรื่องนี้ การายงานข่าว การสัมภาษณ์สด Blog Talk, Blog Cast          - เขียนขึ้นเองทั้งหมดจากแหล่งข้อมูลของตัวเอง หรือที่ตัวเองรวบรวมมา คล้ายๆการทำรายงานหรือวิทยานิพนธ์ โดยระบุที่มาและให้เครดิตเจ้าของเนื้อหา
   - งานแปล จากภาษาอื่นโดยตัวเอง โดยได้รับอนุญาตจากผู้แต่ง
    - นำบทความของคนอื่นมาเรียบเรียงใหม่ เพื่อดึงจุดที่ตนเองอยากนำเสนอออกมาให้เด่นชัด ซึ่งเมื่อมีใครมาอ่านจะเข้าใจทันทีว่า ไม่ได้ลอกมาแต่มีการนำความคิดของผู้เขียนไปผสม ยกตัวอย่างเช่น งานวิจารณ์หนังสือ วรรณกรรม บุคคลในข่าว วิเคราะห์ข่าว โดยบอกแหล่งที่มา และให้เครดิตผู้แต่ง และ/หรือเจ้าของ
  - การคัดลอกเนื้อหาจากจากแหล่งอื่น เพื่อใช้อ้างอิงในบทความของตนเอง โดยบอกแหล่งที่มา และให้เครดิตผู้แต่ง และ/หรือเจ้าของ
   - การคัดลอกผลงานบุคคลอื่นมาทั้งหมดหรือเป็นส่วนใหญ่ เพื่อกระจายข้อมูลข่าวสารให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ช่วยโปรีโมท หรือเอามาเผยแพร่เพื่อความบันเทิง สนุกสนาน ชื่นชม ประหลาดใจในความแปลก โดยบอกแหล่งที่มา และให้เครดิตผู้แต่ง และ/หรือเจ้าของ     
   - การเอาเรื่องทั้งหมดของบุคคลอื่นมาแปะในบล็อก 100% ด้วยเหตุผลต่างๆกันไป 

ข้อดีของการทำบล็อก ก็คือ
1. เจ้าของบล็อกมีอิสระที่จะนำเสนอ อะไรก็ได้ ที่ไม่ไปก้าวล่วงบุคคลอื่น ที่ไม่ผิดกติกาของผู้ให้บริการบล็อกที่เราทำอยู่ (Oknation) ที่ไม่ผิดกฎหมายและศีลธรรม ประเพณีที่ดีงาม ถ้าเราใช้จริยธรรมในใจกำกับ กฎต่างๆก็อยู่ที่เราจะกำหนดเองค่ะ
2. เปิดโอกาสให้ บล็อกเกอร์ได้รับฟัง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้โดยอิสระ จะรับไว้ จะไม่อ่าน จะตอบ จะลบ ก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของเจ้าของบล็อก แต่ก็ไม่ลดสิทธิ์ที่ผู้ให้บริการบล็อกจะเข้ามาช่วยดูแลในกรณี ฉุกเฉิน หรือมีปัญหาที่ต้องดำเนินการ
3. ในด้านเทคนิค เจ้าของบล็อกสามารถปรับแต่งบล็อกให้เป็นรูปแบบที่ตนต้องการได้โดยไม่ต้องมีความรู้ในเรื่องภาษาคำสั่งของโปรแกรมมากมาย อาศัยบทเรียนง่ายๆ การสังเกต การทดลอง สามัญสำนึกช่วยก็ทำเองได้ หรืออาจขอความช่วยเหลือเล็กๆน้อยๆจากผู้ที่มีประสบการณ์ก็สามารถเข้าไปแก้ไข Source Code เองได้
4. สามารถสร้างเครือข่าย ชุมชนสัมพันธ์ระหว่างบล็อกเกอร์ที่มีความคิด ความสนใจ ความรู้สึก ร่วมกันได้
5. ช่วยเป็นกระบอกเสียง ทำประชาสัมพันธ์ในเรื่องต่างๆได้ รวมทั้งผลงานให้เป็นที่รู้จัก หากบุคคล นักธุรกิจ คนดัง นักร้อง ค่ายเพลง นักแสดง หมอดู นักการเมือง องค์กร ห้างร้านสนใจมาทำบล็อกก็จะได้ประโยชน์ในเรื่องการตลาดอย่างมาก หากใช้อย่างมีเป้าหมาย มีการวางแผน ด้วยความรอบคอบ ระมัดระวัง และบริหารบล็อกอย่างมืออาชีพ หรือด้วยมืออาชีพ
6. เปิดโอกาสให้เจ้าของบล็อกทำธุรกิจได้ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจที่หารายได้จากการจำหน่ายสินค้า บริการ หรือ หารายได้จากการเป็นสมาชิก การลงโฆษณา ก็ตาม
7. ได้พื้นที่ใช้งานฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย แถมมีคนคอยบริการ ช่วยเหลือเมื่อมีปัญหาทางด้านเทคนิค หรือปัญหาทั่วๆไปที่เกี่ยวกับ บล็อก
8. ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ หรือ สิ่งเก่าๆ ที่ยังไม่รู้ ให้รู้มากขึ้น จากการนำมาแลกเปลี่ยนกันและกัน
9. ได้มิตรภาพใหม่ๆ จากความสัมพันธ์กับคนในชุมชนบล็อก กับเพื่อนของบล็อกเกอร์ และเพื่อนของเพื่อนของ.....
10. ใช้เป็นช่องทางสื่อสารกับครอบครัว เพื่อนฝูง เมื่อยามห่างไกลกัน
11. เปิดโอกาสให้เจ้าของบล็อกได้แสดงออกถึงความสามารถ ความคิดเห็นได้อย่างไม่เคยมีมาก่อน บางท่านอาจจะกลายเป็นคนดังได้ เช่น คุณ Kittinun ป้ามด และอีกหลายๆท่าน
12. เปิดโอกาสให้ประชาชนคนธรรมดา กลายเป็น ผู้สื่อข่าวได้ เพียงแค่นำเรื่องใกล้ตัวที่น่าสนใจ น่าตระหนัก มาเสนอในช่วงเวลาที่เหมาะสม
13. เปิดโอกาสให้บล็อกเกอร์ได้แสดงตัวตนที่เป็นตัวเอง หรืออาจจะเป็นด้านที่ไม่มีใครรู้มาก่อนได้ แม้จะอยู่ชื่อแฝง หรือจะอยู่ในชื่อจริงก็ตาม
14. เป็นไดอารี่บันทึกประจำวัน เป็นที่เก็บข้อมูลประจำครอบครัว ประจำสถาบัน ใช้เป็นจดหมายเหตุได้
15. เป็นที่พบปะสังสรรค์เพื่อนเก่า เครือญาติ ศิษย์เก่าสถาบันต่างๆได้
16. เก็บไว้เป็นที่ระลึกถึงตัวเอง ถึงคนอันเป็นที่รัก ที่ชัง ครอบครัว เพื่อน คนอื่นรวมไปถึงสัตว์เลี้ยง พืช งานอดิเรก ของรัก ของหวง รวมถึงเหตุการณ์ที่น่าจดจำรำลึก ในยามที่เลิกหรือไม่ได้ทำบล็อกแล้ว
17. เป็นแหล่งข้อมูลความรู้ ให้บุคคลอื่นเข้ามาค้นคว้า ศึกษาได้ในปัจจุบันและอนาคต
18. เปิดโอกาสให้ผู้ที่อาจจะต้องอยู่ในมุมมืด เช่นผู้มีอาชีพพิเศษ นักโทษ ผู้ที่ไม่ต้องการเผยตัว ได้ใช้เป็นเวทีแสดงออกและแลกเปลี่ยน เรื่องราว ความคิดเห็น แนวทาง โดยไม่จำเป็นต้องเผยชื่อ
19. เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความคิดเห็นแตกต่างกัน มาอยู่ร่วมในชุมชนเดียวกัน เพิ่มโอกาสให้มีการปรับแนวทางความคิด ความเข้าใจซึ่งกันและกัน และอาจจะนำไปสู่ความรู้รักสามัคคี และการสมานฉันท์ ในการนำส่วนที่ดีดี มาใช้ร่วมกันก็เป็นได้
20. ใช้เป็นเครื่องมือในการทำงาน เช่นกรณีของการนำเสนอข่าวอย่างฉับไว เจาะลึก มีพร้อมทั้งภาพและเสียง ผ่านสื่อต่างๆหลายรูปแบบ ซึ่งในเครือ The Nation ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้
21.  ใช้เป็นศูนย์รวมการให้ความรู้ การศึกษาวิชาการ วิชาชีพ ศิลปะ การติว การให้การบ้าน การส่งการบ้าน ของครู อาจารย์ นักเรียน นักศึกษา บุคคลทั่วไป 
22. ใช้สร้าง รวมกลุ่ม ชุมชนออนไลน์ย่อยๆ เพื่อการระดมความคิด พบปะพูดคุย ปรึกษาธุระ แสดงผลงานร่วมกัน เช่น ร้อยแก้ว ร้อยกรอง วรรณกรรม การ์ตูน งานศิลปะอื่นๆ ตามแต่ความสนใจของกลุ่มย่อยนั้น ในบางกรณี ยังสามารถกำหนด Password ในการเข้าบล็อกของกลุ่มเพื่อรักษาความลับไม่ให้รั่วไหล
23. ใช้เป็นสถานีวิทยุออนไลน์ ให้บริการข่าว ฟังเพลง ตลอด 24 ชั่วโมง


ข้อเสียของการทำบล็อกนั้น ก็มีอยู่ เช่น
1. บล็อกเกอร์มีอิสระในการนำเสนอ โดยไม่ต้องมีการตรวจสอบจากใครก่อน อาจโพสเรื่องที่ไม่เหมาะสม เรื่องที่หมิ่นเหม่ หรือ เข้าข่ายผิดกฎหมาย ผิดประเพณีและศีลธรรมอันดีได้ จึงต้องมีกติกาให้ตัวเอง หรือใช้จริยธรรมของแต่บุคคล ความมีเหตุมีผล ความระมัดระวัง รอบคอบ ของบล็อกเกอร์มากำกับไว้เอง
2. ผู้ให้บริการบล็อก ไม่สามารถกลั่นกรองเนื้อหาได้ 100% เว้นแต่จะสร้างระบบกรองคำหยาบ คำต้องห้ามไว้เพื่อให้มีการตรวจทานก่อนเผยแพร่ อาจมีความเสี่ยงเป็นผู้กระทำผิดกฎหมายไปด้วยหากมีบล็อกเกอร์โพสข้อความ รูปภาพ ไม่เหมาะสมแล้วมีการฟ้องร้องขึ้นมา
3. ในทางปฏิบัติ ผู้ให้บริการบล็อก ไม่สามารถบังคับหรือกำหนดแนวทางให้บล็อกเกอร์นำเสนอได้ แม้จะโปรโมทให้ Oknation เป็นสังคมของ CJ Citizen Jouranalist แต่ก็เป็นที่ยอมรับกันว่า จะไม่สามารถอยู่ได้หากไม่มีบล็อกเกอร์ที่ทำบล็อกในแนวอื่น ซึ่งเปรียบเสมือนมีคอมลัมน์หลากหลายในหนังสือพิมพ์แต่ละฉบับ จึงน่าจะถือว่า เป็นเรื่องของการสร้างชุมชนที่ดีร่วมกัน
4. เนื้อหาที่อยู่ในบล็อก หากไม่ใช่ผลงานวิจัย หรือ วิทยานิพนธ์ ที่ทำตามหลักวิชาการ หรือ ตัวบทกฎหมาย ก็อาจมีความน่าเชื่อถือน้อยถึงน้อยมาก
5.ความน่าเชื่อถือของข้อมูลขึ้นกับความน่าเชื่อถือของบล็อกเกอร์ มากกว่าตัวข้อมูลเอง หากเกิดความผิดพลาดใดๆ ผู้ที่นำข้อมูลไปใช้อ้างอิง อาจประสบปัญหาได้
6. เปิดโอกาสให้พวกป่วนเข้ามาเปิดบล็อก ก่อกวน
7. เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความคิดเห็นแตกต่างกัน มาอยู่ร่วมในชุมชนเดียวกัน เพิ่มโอกาสให้มีการแสดงออกถึงการขัดแย้งอย่างไม่มีเหตุผล สร้างความไม่สามัคคี ทะเลาะกันได้ หากไม่ใช้การวางจิตเป็นกลาง ไม่นำเหตุและผลมาโต้แย้งกันโดยสันติ
8. เปิดโอกาสให้มีการเผยแพร่ กระจายข่าวปั้นแต่ง ข่าวลือ ข่าวลวง ข่าวยั่วยุ
9. การที่มีบล็อก และเรื่องใหม่ๆมากมายในแต่ละวัน การนำเสนอเรื่องเดิมซ้ำๆกันอาจเกิดขึ้นได้ เช่นการนำ ข้อความจากฟอร์เวิร์ดเมล์ มาโพส เป็นต้น

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น